rss
twitter
    Find out what I'm doing, Follow Me :)

วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เทรนด์ กูเกิล 2012 จากตัวจริง สาวไอที! พรทิพย์ กองชุน (ชอบส่วนตัว)


ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก ไทยรัฐ

เปิดใจหัวหน้าฝ่ายการตลาด "พรทิพย์ กองชุน" กับภารกิจก้าวใหม่ของกูเกิล ประเทศไทย ภายใต้ 4 แนวทางหลักพร้อมความสำคัญในด้านการค้นหา การสื่อสาร และมือถือ...



ไลฟ์สไตล์ หรือการดำเนินชีวิต ที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิตอลอย่างเต็มตัว และกำลังขยายวงกว้างอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ทำให้ชีวิตของเราต้องการการเชื่อมโยงมากขึ้น ข้อมูลที่อยู่ในคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป งานเอกสารในโน้ตบุ๊ก รูปภาพในสมาร์ทโฟนคู่ใจ ยังไม่นับรวมการดึงข้อมูลเหล่านั้นขึ้นไปอยู่บนโลกออนไลน์ พร้อมแบ่งปันเรื่องราวไปสู่กลุ่มเพื่อน เพื่อนร่วมงาน และบุคคลอื่นๆ

"ทีมข่าวไอทีออนไลน์" มีโอกาสสัมภาษณ์ "นางสาวพรทิพย์ กองชุน" หัวหน้าฝ่ายการตลาด กูเกิล ประเทศไทย ซึ่งมาบอกเล่าการเดินทางในก้าวที่เติบโตขึ้นของ "กูเกิล" ว่า นับจากที่มีการเปิดสำนักงานอย่างเป็นทางการในประเทศไทยแล้ว กูเกิล ประเทศไทย จะมีแนวทางแปลกใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ซึ่งเรานำความน่าสนใจมาเสิร์ฟให้ผู้อ่านทุกท่านตั้งแต่บรรทัดต่อไป...

คำถาม : ในปีนี้ 'กูเกิล' ตั้งใจสะท้อนภาพลักษณ์ออกมาในแนวทางใด
พรทิพย์ : สิ่งที่เราต้องการจะบอกกับคนไทยในปีนี้คือ กูเกิลมีออฟฟิศในไทยแล้ว ซึ่งเพิ่งเปิดได้ 6 เดือนเท่านั้น ที่อยากบอกเพราะถือเป็นเรื่องใหม่สื่อถึงความสำคัญและศักยภาพของผู้ใช้ชาวไทยที่กูเกิลเล็งเห็น แม้ผลิตภัณฑ์ เช่น การค้นหา หรือแผนที่ของกูเกิลจะเป็นที่รู้จักของคนไทย และเริ่มต้นใช้งาน www.google.co.th ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา การเปิดออฟฟิศในประเทศไทยเป็นการย้ำว่าเรามีบุคลากรที่พร้อมพัฒนาเครื่องมือต่างๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการใช้งานมากขึ้น

สำหรับเป้าหมายในการตั้งออฟฟิศกูเกิลจะเน้น 4 แนวทางหลัก เพื่อส่งเสริมการใช้งานและพัฒนาชีวิตผู้ใช้ชาวไทย คือ 1.เสิร์ช (Search) ซึ่งเราไม่ได้มองแค่การเสิร์ชจากคอมพิวเตอร์แต่ยังมองถึงการเข้าถึงข้อมูลผ่านช่องทางอื่น ทั้งมือถือและแท็บเล็ตที่ต้องเน้นประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเราทำมาโดยตลอด 2.นวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มใดที่สามารถส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อเข้าถึงข้อมูลในชีวิตประจำวันและธุรกิจของคนไทย 3.เพิ่มคอนเทนต์ภาษาไทยให้มากขึ้น และ 4.ผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยนำออนไลน์มาใช้ในธุรกิจ เพราะเรามั่นใจว่าสิ่งที่จะทำให้เกิดการพัฒนาคือประสบการณ์การใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งจะเห็นได้จากสิ่งที่กูเกิล ประเทศไทยมุ่งมั่นและทำอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่ผ่านมาและในปีนี้

คำถาม : บริการที่กูเกิลพัฒนาเพื่อคนไทยมีอะไรบ้าง
พรทิพย์ : นอกจาก www.google.co.th กูเกิลยังมีอีกกว่า 23 บริการที่รองรับภาษาไทยอย่างเต็มรูปแบบ แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ การค้นหา การสื่อสาร และมือถือ จะเห็นว่ากูเกิลให้ความสำคัญที่การค้นหาเป็นพิเศษ ปัจจุบันมีการค้นหาที่เรียกว่ายูนิเวอร์แซล (universal) ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของกูเกิลที่ต้องการเป็นผู้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดในโลกมาประมวลเป็นรูปแบบที่ชัดเจน เพื่อทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ ขณะเดียวกัน กูเกิลก็ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การใช้งานบริการกูเกิลบนสมาร์ทโฟนด้วย

ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนคิดเป็น 28% ของจำนวนผู้ใช้มือถือ ซึ่งมากกว่า 45% ของจำนวนดังกล่าว มีการใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ เช่น เช็กเมล์ ใช้งานแอพพลิเคชั่น หรือเล่นเกมส์ ทำให้กูเกิลเล็งเห็นโอกาสจากแนวโน้มดังกล่าว นอกจากนี้ ยังรวมถึงประสบการณ์ใช้สมาร์ทโฟนจากผ่านระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ที่กูเกิลเป็นผู้พัฒนา ถือเป็นระบบปฏิบัติการที่มีผู้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นสูงสุดในโลกด้วยจำนวน 1 หมื่นล้านครั้ง และมีดีไวซ์ต่างๆ ทั่วโลกใช้งานระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ประมาณ 7-7.5 แสนเครื่องต่อวัน

คำถาม : สิ่งไหนที่จะอยากเน้นหนักในปีนี้คืออะไร
พรทิพย์ : กูเกิลยึดถือจากสิ่งที่ผู้ใช้บอก สำหรับในประเทศไทยปีนี้เรายังคงมุ่งเน้น 3 กลุ่มที่บอกไปแล้ว ทั้งการค้นหา การสื่อสาร และมือถือ ภายใต้แนวคิดในการดึงเรื่องออฟไลน์ให้เป็นออนไลน์ เพื่อตอบสนองความต้องการและการใช้งานในยุคดิจิตอล นอกจากนี้ ยังมีการสานต่อความร่วมระหว่างกูเกิลและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในโครงการกูเกิล สตรีทวิว ซึ่งมีการนำรถออกเก็บภาพรายละเอียดถนนและสถานที่ต่างๆ เป็นรูปแบบเวอร์ชวลใน 3 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต ซึ่งคาดว่าพร้อมเปิดตัวได้ในเร็วๆ นี้ แต่ด้วยความละเอียดในการพัฒนาเป็นภาพ 360 องศา จึงทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้รวดเร็วนัก โดยเป้าหมายต่อไปคือ การเก็บรายละเอียดทั่วประเทศ เชื่อว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยตอบสนองด้านการท่องเที่ยว ธุรกิจในท้องถิ่น และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ได้เป็นอย่างดี

แม้บริการต่างๆ ของกูเกิล จะสามารถตอบสนองการใช้งานของผู้ใช้ในวงกว้าง แต่เราก็คำนึงถึงและให้ความสำคัญกับผู้ใช้แต่ละกลุ่มด้วย ทั้งคนทั่วไป กลุ่มธุรกิจ หรือนักเรียน เพื่อช่วยให้สามารถทำงานร่วมกันได้จากหลากหลายบริการ

คำถาม : ความเป็น "กูกลี้" ของบุคลากรกูเกิลมีลักษณะอย่างไร
พรทิพย์ : คำว่า กูกลี้ (Googley) เป็นคุณลักษณะของผู้ที่ทำงานให้กูเกิล บุคลิกของกูเกิลสะท้อนออกมาจากความรักและตั้งใจในการทำงานของบุคลากร ต้องมีทั้งความมุ่งมั่นและเชื่อมั่น เรายึดถือการทำในสิ่งที่รัก รักในสิ่งที่ทำ ทำให้ทุกสิ่งออกมาดีที่สุด ภายใต้บุคลิกที่ต้องสามารถทำงานร่วมกับคนในองค์กรได้ เปิดกว้างพร้อมรับสิ่งใหม่และชอบความท้าทาย เพราะนวัตกรรมมีการพัฒนาทุกวัน งานของเราไม่เคยเกิดขึ้นจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เกิดจากหลายฝ่ายร่วมมือกัน เราทำงานกันแบบคนในครอบครัว มีความเคารพและสนับสนุนซึ่งกันและกัน เพราะเราตั้งใจจะเปลี่ยนโลกด้วยนวัตกรรมที่เราพัฒนา
 

คำถาม : มองพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตและกูเกิลในประเทศไทย มีแนวโน้มอย่างไร
พรทิพย์ : ในส่วนที่กูเกิลพัฒนาในปัจจุบัน จะเห็นแนวโน้มการเข้าถึงข้อมูล โดยเฉพาะเรื่องที่อยู่ในความสนใจ จึงเป็นเหตุผลสำคัญในการเกิดกูเกิลเสิร์ชพลัสและกูเกิลพลัส เพื่อทำให้ประสบการณ์ดังกล่าวดียิ่งขึ้นผ่านการแชร์เรื่องราวร่วมกัน มีตัวเลขจากการสำรวจระบุว่า 81% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวไทย นิยมค้นหาข้อมูลจากเสิร์ชเอนจิ้นประกอบการตัดสินใจ ขณะเดียวกัน ยังพึ่งพาโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจด้วย

ขณะเดียวกัน เราเชื่อว่าบราวเซอร์จะสามารถสร้างเรื่องราวที่ดีให้เกิดขึ้นกับผู้ใช้ได้ เรามีกูเกิลโครม (Google Chrome) ซึ่งเปิดให้บริการมา 3 ปี เวอร์ชั่น ปัจจุบันเป็นเวอร์ชั่นที่ 17 ยืนยันได้ว่า เราพัฒนาและปรับปรุงฟีเจอร์เพื่อรองรับการใช้งานใหม่ๆ และความปลอดภัยในการใช้งานอยู่ตลอด ซึ่งเรามีแคมเปญระยะยาวชื่อว่า เว็บคือทุกสิ่งที่คุณสร้างสรรค์ ที่เปิดตัวเมื่อเดือน มิ.ย.2554 เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้ตระหนักถึงการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์ และมีการปรับให้สอดคล้องกับวิถีของคนไทย ทำให้กูเกิลโครมสามารถเป็นบราวเซอร์อันดับ 2 ที่มีผู้ใช้ชาวไทยนิยมใช้ ภายใต้แนวทางความรวดเร็ว ปลอดภัย และใช้งานง่าย

คำถาม : กระแสความนิยม 'กูเกิลพลัส' เป็นอย่างไรบ้าง
พรทิพย์ : กูเกิลพลัส เปิดตัวเมื่อเดือน มิ.ย.2554 จัดอยู่ในหมวดบริการด้านการสื่อสาร เป็นโซเชียลแพลตฟอร์มเพื่อตอบโจทย์การใช้อินเทอร์เน็ตของคนในปัจจุบัน ที่มีการปฏิสัมพันธ์กันเป็นชุมชน เช่น ครอบครัว เพื่อนในออฟฟิศ เพื่อนเก่า ทำให้ผู้ใช้สามารถแบ่งปันเรื่องราวให้กับเฉพาะกลุ่มได้ ขณะเดียวกัน ก็มี Hang Out ช่วยแบ่งปัน หรือค้นหากลุ่มเพื่อนที่สนใจเรื่องราวเดียวกันได้อย่างง่ายดาย

ปัจจุบันอัตราการใช้งานทั่วโลกอยู่ที่ 90 ล้านราย ถือเป็นการเติบโตที่น่าสนใจ เนื่องจากช่วงก่อนหน้าตัวเลขผู้ใช้งานอยู่ที่ 40 ล้านราย แต่กลับเพิ่มขึ้นได้ถึง 90 ล้านราย ภายใน 12 สัปดาห์ สำหรับปัจจัยสนับสนุนที่ทำให้จำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้นคาดว่ามาจากการเป็นโซเชียลแพลตฟอร์ม และการพัฒนาที่กูเกิลเปิด 1 ฟีเจอร์ใหม่ทุกวัน ทำให้ปัจจุบันมีการอัพเดตมากกว่า 200 อัพเดต นอกจากนี้ ยังมีการสร้างเพจเพื่อธุรกิจ ทั้งนี้ เรายังพบว่าผู้ใช้กูเกิลพลัสกว่า 60% มีการใช้งานทุกวัน และกว่า 80% มีการใช้งานทุกสัปดาห์.

วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555


แม้จะมีข่าวว่า Samsung จะไม่เปิดตัว Galaxy S III ในงาน Mobile World Congress 2012 ที่จะจัดให้มีขึ้นในช่วงวันที่ 27 ก.พ. - 1 มี.ค. ศกนี้ แต่ก็ใช่ว่า ข่าวคราวของสมาร์ทโฟนจากแดนกิมจิที่ออกมาต้อนรับ iPhone 5 ของ Apple จะเงียบไปเสียทีเดียว ล่าสุดมีรายงานเกี่ยวกับสเป็กของ Galaxy S III ออกมาอีกแล้ว โดยเฉพาะความบางของมันที่เพียงแค่ 7 มม. โดยจะเปิดตัวในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2012


แหล่งข่าวในเกาหลีเปิดเผยว่า Samsung Galaxy S III ได้กำหนดการเปิดตัวแล้ว โดยคาดว่าจะอยู่ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ศกนี้ โดยชูจุดเด่นของตัวเครื่องที่มีความหนาเพียงแค่ 7 มม.เท่านั้น พร้อมทั้งยืนยันข่าวที่ว่า มันจะทำงานด้วยโพรเซสเซอร์"ควอดคอร์" (4 แกน) ร่วมกับระบบปฏิบัติการ Android 4.0 ICS ทั้งนี่หากเทียบความบางกับสมาร์ทโฟนรุ่นปัจจุบันที่กำลังประสบความสำเร็จในตลาดขณะนี้ นั่นคือ Samsung Galaxy S II จะมีความบาง 8.49 มม. ซึ่งนั่นหมายความว่า Galaxy S III จะบางกว่าเกือบ 20% เลยทีเดียว ความสำเร็จนี้เป็นผลมาจากในเดือนมีนาคม 2011 ที่ผ่านมา ทางบริษัทปักธงที่จะลดความบางลงของชิ้นส่วนภายในรวมถึงแผงวงจรของสมาร์ทโฟนประมาณ 10 - 20% ไม่เพียงแต่จะมีประเด็นเรื่องของความบางเท่านั้น แต่ยังมีรายงานข่าวอีกว่า Samsung ได้เจรจากับ HzO บริษัทที่โชว์ iPod Touch จมน้ำ แต่ยังเล่นได้ในงาน CES 2012 อีกด้วย ซึ่งนั่นหมายความว่า Galaxy S III อาจจะกันน้ำได้ด้วยเทคโนโลยีนี้


นอกจากความบางเบา และความแรงของโพรเซสเซอร์แล้ว Samsung Galaxy S III ยังมาพร้อมกับกล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล และกล้องหน้า 2 ล้านพิกเซล โดยกล้องหลังจะสามารถบันทึกวิดีโอ Full-HD 1080p ได้อีกด้วย ซึ่งตัวเครื่องยังมีพอร์ต HDMI เพื่อเชื่อมต่อกับทีวี รวมถึงการสนับสนุนเทคโนโลยี LTE และ 4G ตลอดจนการเชื่อมต่อไร้สายด้วย Wi-Fi และ Bluetooth ส่วนหน้าจอสัมผัสของ Galaxy S III จะเป็น Super AMOLED Plus 4.6 นิ้วและที่ขาดไม่ได้ก็คือ เทคโนโลยี NFC (Near Field Communication) ที่จะเปลี่ยนให้สมาร์ทโฟนเป็นกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิคส์ นอกจากนี้ยังสนับสนุนฟังก์ชัน GPS และเซ็นเซอร์ต่างๆ มากมาย ประเด็นที่น่าจับตามองก็คือ Samsung จะเดินตามเกมของ Motoroloa ที่ออกเวอร์ชันแบตเตอรี่ก้อนใหญ่ด้วย หรือไม่ เรื่องนี้คุณผู้อ่านเว็บไซต์ arip คงต้องติดตามกันต่อไป

อ่านเพิ่มเติม: Samsung Galaxy S III

วันเสาร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2555


ที่ประชุมเศรษฐกิจโลกเผยการจัดอันดับศักยภาพด้านไอทีทั่วโลก ไทยหล่นลงมาอยู่ที่ลำดับ 59 จาก 47 ขณะที่ลำดับดัชนีความพร้อมด้านเทคโนโลยีฯ อยู่อันดับที่ 75 ซึ่งเป็นรองประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม


ที่ประชุมเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) จัดลำดับศักยภาพด้านไอทีทั่วโลก และดัชนีความพร้อมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในปี 2010-2011 ให้ประเทศสวีเดนมีศักยภาพพร้อมมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก จากทั้งหมด 138 ประเทศ ตามมาด้วยประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน

ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 59 หล่นลงมาจากลำดับที่ 47 จากในปีก่อนหน้านี้ โดยมีคะแนนเท่ากับประเทศโคลัมเบียและประเทศปานามา ส่วนดัชนีชี้วัดความพร้อมในงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือไอซีที ของไทย ก็ตกมาอยู่ในอันดับที่ 75
สำหรับลำดับศักยภาพทางด้านไอที และดัชนีชี้วัดความพร้อมด้านในด้านไอซีที ของไทยเป็นรองในกลุ่มประเทศอาเซียน ทั้งประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศเวียดนาม 

ขณะที่ข้อมูลของสำนักการบริการอย่างทั่วถึง หรือยูโซ่ ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ระบุว่า สถานการณ์ในการเข้าถึงสารสนเทศของคนไทยพบว่าจำนวนครัวเรือนที่มีอุปกรณ์ไอซีทีทั่วประเทศปี 2553 มี 15 ล้านครัวเรือน หรือร้อยละ 78 จากจำนวนครัวเรือนทั้งหมดกว่า 19 ล้านครัวเรือน

วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555

ส.ส. ถอนร่างกฎหมาย SOPA ออกจากวาระของสภาผู้แทนฯ สหรัฐแล้ว

ในที่สุดก็ถอนร่างกฏหมาย SOPA หลังจากกลับไปกลับมาอยู่หลายรอบ ท่ามกลางข่าวความขัดแย้งมากมาย ส.ส. Lamar Smith จากพรรครีพับลิกัน เจ้าของร่างกฎหมาย SOPA อันขัดแย้ง ก็ประกาศถอนร่างนี้ออกจากวาระของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐแล้ว
Smith ยอมรับว่าร่างกฎหมายของเขาได้รับเสียงวิจารณ์มากมาย และเขารับฟังเสียงเหล่านี้ จึงตัดสินใจถอนร่างออกจากสภา อย่างไรก็ตาม เขาบอกว่าประเด็นเรื่องการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนโลกอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งสำคัญ เพียงแต่เขาจะทบทวนวิธีการแก้ไขปัญหาลิขสิทธิ์ที่สร้างความขัดแย้งใน SOPA อีกครั้ง
ส่วนร่างกฎหมายอีกฉบับหนึ่งคือ PIPA ที่เสนอเข้าวุฒิสภาของสหรัฐ ทางผู้นำเสียงข้างมากของวุฒิสภาคือ วุฒิสมาชิก Harry Reid ก็ประกาศว่าจะเลื่อนการลงมติออกไปก่อน
ติดตามต่อจาก 
Lamar Smith, the chief sponsor of SOPA, said on Friday that he is pulling the bill “until there is wider agreement on a solution.”
“I have heard from the critics and I take seriously their concerns regarding proposed legislation to address the problem of online piracy,” Smith (R-Texas) said. “It is clear that we need to revisit the approach on how best to address the problem of foreign thieves that steal and sell American inventions and products.”
Smith also released the following statement on Friday:
“We need to revisit the approach on how best to address the problem of foreign thieves that steal and sell American inventions and products. The problem of online piracy is too big to ignore. American intellectual property industries provide 19 million high-paying jobs and account for more than 60% of U.S. exports. The theft of America’s intellectual property costs the U.S. economy more than $100 billion annually and results in the loss of thousands of American jobs. Congress cannot stand by and do nothing while American innovators and job creators are under attack.
“The online theft of American intellectual property is no different than the theft of products from a store. It is illegal and the law should be enforced both in the store and online.
“The Committee will continue work with copyright owners, Internet companies, financial institutions to develop proposals that combat online piracy and protect America’s intellectual property. We welcome input from all organizations and individuals who have an honest difference of opinion about how best to address this widespread problem. The Committee remains committed to finding a solution to the problem of online piracy that protects American intellectual property and innovation.”


SEE ALSO: Who Did the Most to Bury SOPA? [POLL]

The move comes after widespread protest on the Internet on Wednesday by Wikipedia, Reddit and others. The sites signaled their displeasure with the bill by going dark. That day, several Congressmen dropped their support for SOPA and its Senate counterpart, PIPA. The latter bill has also been taken off the table for now.



SEE ALSO: Could SOPA Rise From the Dead? | RIP SOPA: The Internet Kills Its Attackers

“In light of recent events, I have decided to postpone Tuesday’s vote on the PROTECT IP Act,” said Senate Majority Leader Harry Reid (D-Nev.) in a statement Friday morning.
Smith’s stance comes just two days after he told The Wall Street Journal that he didn’t plan to back down on SOPA, telling the newspaper he expected to “move forward” with the bill in February.



SEE ALSO: Facebook ‘Relieved’ That SOPA Is Dead

ขอบคุณ http://www.blognone.com และ http://mashable.com

วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2555

ต่อต้านกฏหมาย A หรือ ”ร่างรัฐบัญญัติหยุดยั้งการละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์”

ขอขอบคุณเนื้อหาจาก บทความเรื่อง “รู้จักกับ SOPA กันซักหน่อยไหม?“   โดย คุณคงเดช กี่สุขพันธ์ (@kafaak) จากบล๊อก นานาสาระกับนายกาฝาก ค่ะ

SOPA กับ PIPA นี่คืออะไร?

เดือดร้อนกันไปทั่วบ้านทั่วเมือง แต่หลายๆ คนอาจจยังงงว่า แล้วเจ้า SOPA นี่คืออะไร  … SOPA นั้นมาจาก Stop Online Piracy Act หรือ พ.ร.บ. หยุดการละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์ (ถ้าแปลเป็นไทยแบบหยาบๆ อ่ะนะ)
เจ้านี่คือ พ.ร.บ. ที่เหล่าผู้ประกอบการธุรกิจสื่อในสหรัฐพยายามเข็นให้ออกมาให้ได้ โดยกลุ่มผู้สนับสนุนก็มี MPAA (Motion Picture Association of America), บรรดาพวกอุตสาหกรรมเพลง และที่สำคัญที่สุดก็คือ หอการค้าสหรัฐ (U.S. Chamber of Commerce) ด้วย … เหตุผลคือ ธุรกิจพวกนี้สูญเสียรายได้จากการถูกละเมิดลิขสิทธิ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์หรือเพลง เลยทำให้ต้องล็อบบี้กันอย่างเต็มพิกัด
ข้อมูลจาก Politico.com ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มทุกทุนอย่างแรงในการสนับสนุนเงินทุนเพื่อล็อบบี่ให้ พ.ร.บ. นี้แจ้งเกิดได้ โดยในปี พ.ศ. 2553 จัดเต็มไป 185.5 ล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว และปี พ.ศ. 2554 นี่ก็จัดไปอีก 94 ล้านเหรียญสหรัฐ น้อยลง แต่ถ้าเทียบกับงบล็อบบี้ฝั่งบริษัทด้านเทคโนโลยีแล้ว ทิ้งกันแบบไม่ติดฝุ่นเลยทีเดียวเชียวล่ะ (ดูกราฟด้านบน)
ส่วน PIPA นั้นมาจาก Protect IP Act หรือ พ.ร.บ. คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาครับ ซึ่งเหมือนกับเป็นลูกพี่ลูกน้องของ SOPA นี่แหละ เจ้า พ.ร.บ. นี้แรงเอาการครับ เพราะมีเนื้อหาที่บอกว่า ให้ผู้ให้บริการนั้นดำเนินการลบหรือระงับการเข้าถึงเว็บไซต์ที่ละเมิด พ.ร.บ.
ความแตกต่างของ SOPA กับ PIPA ก็คือ ในขณะที่ PIPA นั้นจะมีเป้าหมายไปที่ตัวผู้ให้บริการ DNS, พวกบริษัทไฟแนนซ์ และพวกเครือข่ายโฆษณาต่างๆ ไม่ได้เกี่ยวกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต แต่ว่า SOPA นั้นกินวงกว้างกว่า โดยให้อัยการสหรัฐสามารถขอให้ศาลังคับคดี เพื่อให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet Service Provider หรือ ISP) บล็อกไม่ให้เข้าถึงเว็บไซต์นั้นๆ ได้ แถมต้องทำโดยไวด้วย แบบว่าเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือภายใน 5 วันหลังได้คำสั่งศาล หรือภายในเวลาที่ศาลกำหนด ซึ่งตรงนี้ระบุไว้ในมาตราที่ 102
A service provider shall take technically feasible and reasonable measures designed to prevent access by its subscribers located within the United States to the foreign infringing site (or portion thereof) that is subject to the order… Such actions shall be taken as expeditiously as possible, but in any case within five days after being served with a copy of the order, or within such time as the court may order.

คำกล่าวอ้างของผู้สนับสนุน SOPA

จะเข็น พ.ร.บ. อะไรให้ออกมาได้ ก็ต้องมีเหตุผลสนับสนุนกันหน่อย ทางหอการค้าสหรัฐนั้นให้เหตุผล ซึ่งเขียนเป็นจดหมายถึงกอง บ.ก. ของหนังสือพิมพ์ The New York Times ว่า “บรรดาเว็บไซต์เถื่อนได้ขโมยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ของอเมริกาไป และดึงดูดให้มีคนเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์เหล่านั้นมากกว่า 5 หมื่น 3 พันล้านครั้งต่อปี และส่งผลกระทบต่อแรงงานสหรัฐมากกว่า 19 ล้านตำแหน่ง” 2 … แต่ถ้าถามแวดวงผู้ต่อต้าน SOPA คงจะได้คำตอบว่า เหตุผลจริงๆ ก็คือรายได้ที่ลดลงนั่นแล ข้อมูลจาก IFPI (Internation Federation of the Phonotgrapic Industry) เผยว่า ในขณะที่ตลาดเพลงดิจิตอลเติบโตในช่วงปี พ.ศ. 2547 – 2553 แต่ทว่ารายได้ของอุตสาหกรรมนี้กลับลดลง 31% อันเป็นผลมาจากการละเมิดลิขสิทธิ์นั่นเอง 3

ความคลุมเครือของ SOPA

การออกโรงคัดค้าน SOPA อย่างสุดฤทธิ์ของชุนชนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต และบริษัทอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ต่างๆ ส่วนหนึ่งก็มาจากความเชื่อในอิสระเสรีบนโลกอินเทอร์เน็ต ที่ว่าไม่ควรจะมีอะไรมากีดขวางสิทธิเสรีภาพของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต อีกส่วนหนึ่งก็มาจากความรู้สึกว่าจะถูกตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา เพราะศาลสามารถมีคำสั่งให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไปตรวจสอบทราฟฟิค หรือการวิ่งของข้อมูลของลูกค้า แล้วทำการบล็อกเว็บไซต์ที่ต้องสงสัยว่าจะละเมิดลิขสิทธิ์ได้ … อันนี้เข้าข่ายประเด็น Sniffer ที่เคยเป็นประเด็นเผ็ดร้อนในประเทศไทย เมื่อราๆ ต้นปี พ.ศ. 2553 4 มาแล้ว
แต่อีกส่วนหนึ่ง ก็มาจากความคลุมเครือของ พ.ร.บ. นี้นี่แหละครับ เพราะคำว่าบล็อกเว็บเนี่ย มันมีได้หลายระดับ ตั้งแต่บล็อกทั้งหมดเลย หรือบล็อกเฉพาะบางส่วนของเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาละเมิดลิขสิทธิ์
ที่สำคัญคือ อุตส่าห์ลงทุนบล็อกขนาดนี้แล้ว มันจะแก้ปัญหาให้หมดจดไปได้จริงหรือไม่ ก็ยังเป็นข้อกังขาอยู่ เพราะว่าแม้จะบล็อก URL ของเว็บได้ เว็บไซต์พวกนี้ก็สามารถจดทะเบียนโดเมนใหม่ได้ในพริบตา และภายในไม่เกิน 24 ชั่วโมงก็พร้อมใช้งานแน่นอน หรือจะบล็อก IP Address ไปเลย ก็ไม่ได้ผลชะงักเท่าใดนัก เพราะของพวกนี้ก็สามารถขอใหม่ได้เช่นเดียวกัน และความพยายามในการทำแบบนี้ก็ส่งผลให้ IP Address นั้นๆ ใช้การไม่ได้ เป็นการสิ้นเปลืองไปอีก

ใครที่ร่วมต่อต้าน SOPA บ้าง?

บอกเลยว่าเยอะครับ เพราะว่าชุมชนออนไลน์เขาไม่ชอบให้ใครมาปิดกั้นเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลกันอยู่แล้ว อย่าง Google, Facebook, Twitter, Zynga, eBay, Mozilla, Yahoo!, AOL และ LinkedIn ต่างก็เขียนจดหมายถึงพวก ส.ว. และ ส.ส. ของสหรัฐแย้งเรื่อง พ.ร.บ. นี้
แต่รายชื่อเต็มๆ อัพเดตล่าสุด แนะนำว่าให้ดูจากเว็บ net-coalition.com  จะเห็นว่ามีทั้งบริษัทห้างร้าน ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ กลุ่มองค์กร ภาคธุรกิจ เว็บข่าวเว็บบริการ องค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชน บุคคลต่างๆ มากมายเลยทีเดียว
ก็ต้องรอดูกันต่อไปนะครับว่า SOPA จะไปรอดหรือไม่อย่างไร
แหล่งข้อมูลอ้างอิง

อ่านเพิ่มเติมที่
บทความจากคุณ @kafaak  ขัดลอกจาก http://www.it24hrs.com ขอบคุณครับ